คดีนักท่องเที่ยวรัสเซีย

แม่นักท่องเที่ยวรัสเซีย  ลงเกาะเต่าติดตามการค้นหา

แม่นักท่องเที่ยวรัสเซียเดินทางลงเกาะเต่า
ติดตามการค้นหา เชื่อลูกสาวอาจสูญหายจากการดำน้ำ ตำรวจเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานีสั่งค้นหาต่อไป

จากกรณีน.ส.วาเลนตินา โนโวจีโอโนวา
(Valentina Novozhyonova) อายุ 23
ปีนักท่องเที่ยวชาวรัสเซียหายตัวไปอย่างปริศนาขณะเข้าพักบนเกาะเต่า อ.เกาะพะงัน
จ.สุราษฎร์ธานีเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์และได้หายตัวไปในคืนที่15
ก.พ.ที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้เป็นเวลาร่วม23 วันแล้วที่ยังไม่ทราบชะตากรรม
หลังจากที่ผลการตรวจสอบชิ้นเนื้อที่พบเบื้องต้นไม่ใช่เนื้อมนุษย์แต่เป็นเนื้อของสัตว์น้ำ

(12 มี.ค.2560 )ทางนายอวยชัย อินทร์นาค
ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานีสั่งให้ค้นหาต่อขณะที่ พล.ต.ต.อภิชาติ
บุญศรีโรจน์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานี
ได้ประสานทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งตำรวจน้ำ ตรวจคนเข้าเมือง และภาคเอกชน
วางแผนการค้นหาอย่างละเอียดทั้งทางบกและทางทะเล
โดยให้น้ำหนักเกี่ยวกับเรื่องอุบัติเหตุทางน้ำมากกว่าประเด็นอื่น (เสียงนายอวยชัย
อินทร์นาค ผวจ.สุราษฎร์ธานี)

ล่าสุดนางวาวาร่า นาเมสนิโคว่า
แม่ของ น.ส.วาเลนตินา พร้อมญาติ ได้เดินทางลงพื้นที่เกาะเต่าแล้ว
เพื่อติดตามการค้นหาลูกสาว โดยทางเจ้าหน้าที่ตำรวจอำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่
และได้ให้ข้อมูลกับตำรวจว่าน.ส.วาเลนติน่า
เพิ่งเรียนจบระดับปริญญาตรี เคยเรียนดำน้ำที่ประเทศรัสเซีย มา 4 ปี เคยไปดำน้ำแบบฟรีไดวิ่งที่ทะเลดำหรือ Black Sea  ในระดับความลึกประมาณ14 เมตร
ชื่นชอบในการดำน้ำครั้งนี้มาก และเพิ่งเดินทางมาประเทศไทยเป็นครั้งแรก
อย่างไรก็ตามแม่และญาติของน.ส.วาเลนตินา พอใจการทำงานของเจ้าหน้าที่
และเชื่อว่าลูกสาวอาจจะสูญหายจากการดำน้ำ
โดยแม่และญาติยังอยู่ในความโศกเศร้าไม่สะดวกที่จะพบกับผู้สื่อข่าว
โดยจะพักในเกาะเต่าเพื่อรอผลการค้นหาต่อไป และตำรวจได้เก็บตัวอย่าง DNA จากแม่ น.ส.วาเลนตินา และนำทรัพย์สินที่เก็บได้ในห้องพักทั้งหมด
มอบให้กับแม่ของ น.ส.วาเลนตินา

ขณะที่ชาวบ้านบนเกาะเต่าได้ร่วมกันนำอาหารหวานคาวใส่ปิ่นโตไปทำบุญที่วัดเกาะเต่า
เพื่ออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลแก่สิ่งศักดิ์บนเกาะเต่าและเจ้ากรรมนายเวร
เพื่อขอให้เปิดทางค้นพบเบาะแสของน.ส.วาเลนตินา โนโวจีโอโนวาโดยเร็ว

น.ส.ญาดาวดี มีเพียร
หัวหน้าศูนย์กู้ภัยเกาะเต่าได้ประสานผู้นับถือศาสนาอิสลามเข้าละหมาดขอพรต่ออัลเลาะห์
ที่ศาลของพ่อตาโต๊ะและแม่ยายแม๊ะ ที่ชาวบ้านและชาวประมงเคารพนับถือ
บนยอดเขาแหลมพ่อตาโต๊ะ หมู่ที่ 3 บ้านโฉลกบ้านเก่า พร้อมได้ขอบนไก่ 5 ตัว
ไข่ไก่ 100 ฟอง เป็ด 1 ตัว ปะทัด 1,000
นัดหากได้พบเบาะแสของผู้สูญหาย

การค้นหาในช่วงเช้าวันนี้ทีมอาสมัครนักดำน้ำจากเกาะเต่ารีสอร์ท
ได้ออกปฎิบัติการค้นใต้น้ำตั้งแต่เวลา 07.00
น.ในบริเวณแหลมพ่อตาโต๊ะอ่าวโฉลกบ้านเก่า
ที่เป็นแหล่งชื่นชอบของนักท่องเที่ยวที่ชอบมาดำแบบฟรีไดวิ่งและผิวน้ำ
เนื่องจากบริเวณนี้เป็นแหล่งดำน้ำตื้นและดำน้ำลึกกว่า 20 เมตร
ซึ่งใต้ท้องทะเลจะมีถ้ำ ปะการังที่สวยงาม พร้อมทั้งปลาหลากหลายชนิดอาศัยอยู่

คดีสินบนโรลส์รอยซ์

“ป.ป.ช.” นัด วางแผน ไต่สวน “ คดีสินบนโรลส์รอยซ์ ” สัปดาห์หน้า

“ป.ป.ช.” นัดวางแผนไต่สวน คดีสินบน โรลส์รอยซ์ สัปดาห์หน้า ก่อนทยอยเรียกผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 26 คน เข้าให้ข้อมูล ยัน จะเร่งสรุปให้เร็วที่สุด

12 มี.ค. – พล.ต.อ.สถาพร หลาวทอง กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะผู้รับผิดชอบสำนวนไต่สวนคดีบริษัท โรลส์รอยซ์ จ่ายสินบนการจัดซื้อเครื่องยนต์ของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ให้แก่เจ้าหน้าที่รัฐของไทย กล่าวถึง ขั้นตอนการไต่สวนคดีดังกล่าวว่า คาดว่า ภายในสัปดาห์หน้า กรรมการ ป.ป.ช.ที่รับผิดชอบสำนวน 3 คน และฝ่ายเลขาธิการ ป.ป.ช.จะนัดประชุมคณะอนุกรรมการไต่สวนคดีนี้นัดแรก เพื่อกำหนดแผนการไต่สวนว่า จะต้องรวบรวมพยานหลักฐานทั้งพยานบุคคล พยานเอกสารอะไรเพิ่มเติมบ้าง จากนั้นจึงจะกำหนดถึงการเรียกผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 26 คน มาให้ข้อมูลต่อ ป.ป.ช.ต่อไป

ขณะนี้ข้อมูลในส่วนการจัดซื้อจัดจ้างเครื่องยนต์ในระยะที่ 3 ช่วงปี 2547-2548 การบินไทย ส่งมาให้ ป.ป.ช.เป็นจำนวนมากแล้ว แต่ยังขาดข้อมูลอีกเพียงเล็กน้อย ซึ่งการบินไทยจะส่งมาให้ ป.ป.ช.ต่อไป
ส่วนที่นายวิเชษฐ์ เกษมทองศรี อดีต รมช.คมนาคม แสดงความแปลกใจที่ถูกตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนเพราะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการดูแลการบินไทยนั้น แต่ข้อมูลเบื้องต้นเราพบว่านายวิเชษฐ์เกี่ยวข้องเพราะ เป็นรมช.คมนาคม ซึ่งคงต้องขอไปดูรายละเอียดอีกครั้งว่าใครเกี่ยวข้องอะไรบ้าง

“ป.ป.ช.ไม่ได้หนักใจในคดีนี้ แม้สังคมจะตั้งความหวังกับเรื่องนี้มาก แต่ทุกอย่างต้องว่าไปตามพยานหลักฐาน ป.ป.ช.จะเร่งสรุปคดีให้เสร็จเร็วที่สุด ” พล.ต.อ.สถาพร กรรมการ ป.ป.ช. ระบุ

สตม.เฝ้า ธัมมชโย หนีออกนอกประเทศ

สตม.เฝ้าระวังพิเศษป้อง”ธัมมชโย”หนีออกนอกประเทศ

จากกรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ประกาศยุติการตรวจค้นวัดพระธรรมกาย และประกาศให้พระธัมมชโยเป็นผู้ต้องหาหลบหนี จึงได้ประสานหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องร่วมติดตามจับกุม โดยเฉพาะสำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง(สตม.) เพื่อป้องกันไม่ให้หลบหนีออกนอกประเทศ

ล่าสุดเมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 12 มีนาคม ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ พล.ต.ท.ณัฐธร เพราะสุนทร ผบช.สตม. กล่าวว่า เบื้องต้นได้รับการประสานจากกรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ว่า ทางพระธัมมชโย เป็นผู้ต้องหาหลบหนี ซึ่งหลังจากนี้เป็นไปตามแนวทางปฏิบัติของ สตม. ในการป้องกันบุคคลที่มีหมายจับเข้า-ออกประเทศได้ โดยมีระบบและเทคโนโลยีสมัยใหม่เชื่อมโยงข้อมูลไปยังจุดผ่านแดนต่างๆของประเทศ เพื่อเตือนให้เจ้าหน้าที่ทราบ และทำการจับกุม ฉะนั้นตอนนี้จึงเป็นไปไม่ได้ว่าพระธัมมชโยจะหลบหนีออกนอกประเทศผ่านเส้นทางถูกกฏหมาย

“สำหรับเส้นทางผ่านแดนธรรมชาติ ได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยตรวจสอบดูแล ทั้งทางน้ำ ทางบก และทางอากาศ โดยให้เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตื่นตัวในการเฝ้าระวัง หากหลบหนีไปจริงก็ต้องออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งมีความร่วมมือกับไทยในการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน และมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันตลอดเวลา อย่างไรก็ตามขอยืนยันว่าไม่ใช่เฉพาะพระธรรมชโยเท่านั้นที่ต้องถูกจับตามองการเข้า-ออกประเทศ ผู้ต้องหารายอื่นๆที่ทางการได้ออกหมายจับ หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับคดีของวัดพระธรรมกายก็ต้องถูกตรวจสอบ และนำเข้าระบบการแจ้งเตือนของ สตม.ด้วยเช่นกัน” ผบช.สตม. กล่าว

รถตู้หลับในชนเทรลเลอร์

‘รถตู้’หลับในชน‘เทรลเลอร์’ดับ 2 เจ็บ 11

‘รถตู้’หลับในชน‘เทรลเลอร์’ดับ 2 เจ็บ 11

รถตู้ผู้โดยสารขนแรงงานเมียนมาร์ ชนท้ายรถเทรลเลอร์ เสียหลักตกข้างทางชนต้นไม้พังยับ ดับ 2 เจ็บ 11 คาดหลับใน
เมื่อเวลา 05.30 น.วันที่ 12 มี.ค. ร.ต.อ.วิโรจน์ กันทะมาลา พนักงานสอบสวน สภ.เมืองกำแพงเพชร ได้รับแจ้งมีอุบัติเหตุรถตู้ชนท้ายรถเทรลเลอร์ บนถนนพหลโยธินขาขึ้น ระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 452-453 หมู่ที่ 1 ต.นครชุม อ.เมือง จ.กำแพงเพชร มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บหลายคน จึงเดินทางไปดูที่เกิดเหตุ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่อาสาสมัครกู้ภัยข่าวภาพกำแพงเพชร

ในที่เกิดเหตุ พบคนเจ็บทั้งหญิงและชายเป็นแรงงานชาวเมียนมาร์ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก เจ้าหน้าที่อาสาสมัครกู้ภัยข่าวภาพกำแพงเพชร จึงได้รีบปฐมพยาบาลเบื้องต้นแล้วนำส่งโรงพยาบาลกำแพงเพชร รวมทั้งหมด 11 คน เป็นชาย 5 คน หญิง 6 คน ในจำนวนนี้มีอาการสาหัส 5 คน

ส่วนที่เกิดเหตุยังมีผู้เสียชีวิตอีก 2 คน เป็นผู้หญิง เสียชีวิตอยู่บนถนน สภาพศพศีรษะถูกรถเหยียบแหลก แขนและขาหัก มีเศษชิ้นส่วนอวัยวะกระจัดกระจายไปทั่วท้องถนน ห่างจากที่เกิดเหตุประมาณ 10 เมตร ข้างทางพบผู้เสียชีวิตนอนคว่ำหน้า สภาพศพ คอแขนและขาหัก ข้างรถตู้ ยี่ห้อโตโยต้า สีขาว หมายเลขทะเบียน 33-2949 กรุงเทพมหานคร ติดตั้ง GPS ชนอัดติดกับต้นไม้สภาพพังยับเยินทั้งคันโดยเฉพาะแถบซ้ายของตัวรถ แหลกยับเป็นเศษเหล็ก หน่วยกู้ภัยข่าวภาพกำแพงเพชร นำศพทั้ง 2 ส่งโรงพยาบาลกำแพงเพชรทำการชันสูตรพลิกศพสาเหตุการเสียชีวิตอย่างละเอียดอีกครั้ง

ห่างจากที่เกิดเหตุ ประมาณ 500 เมตร พบรถเทรลเลอร์ หมายเลขทะเบียน 70-7301 ฉะเชิงเทรา พ่วงท้ายทะเบียน 70-8959 ฉะเชิงเทรา ของบริษัทเติมทรัพย์ทราน จำกัด จอดอยู่ข้างทาง สภาพรถยางตัวพ่วงหลังด้านขวาแตก มีนายวิสันต์ นพเสริฐ อายุ 46 ปี อยู่บ้านเลขที่ 18 หมู่ที่ 4 ต.หนองแหน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา คนขับยืนรอให้การอยู่ในที่เกิดเหตุ ซึ่งเดินทางจาก จ.ชลบุรี มุ่งหน้าไปส่งของที่ อ.แม่สอด จ.ตาก

จากการสอบสวนเบื้องต้น ทราบว่ารถตู้คันประสบเหตุ มีนายชาติชาย ภูผานี อายุ 49 ปี อยู่บ้านเลขที่ 93 หมู่ที่ 2 ต.ห้วยสำราญ อ.ขุขันธ์ จ.ศรีสะเกษ เป็นคนขับรับผู้โดยสารมาจาก จ.ปทุมธานี เป็นแรงงานต่างด้าวชาวเมียนมาร์ จำนวน 13 คน จะเดินทางไปที่ อ.แม่สอด จ.ตาก เจ้าหน้าที่ตำรวจคาดว่า เมื่อมาถึงจุดเกิดเหตุ คนขับอาจมีอาการหลับใน จึงเสียหลักชนกับท้ายรถเทรลเลอร์ ที่ขับอยู่ด้านหน้า แล้วตกลงไปข้างถนนชนต้นไม้อย่างแรง จนผู้โดยสารกระเด็นออกจากรถตู้ ตกลงมาเสียชีวิตที่บนถนน และอีก 1 คนเสียชีวิตอยู่ที่ข้างรถตู้ชนติดอยู่กับต้นไม้ ซึ่งต้องรอสอบสวนนายชาติชาย คนขับรถตู้ที่บาดเจ็บ เพื่อหาสาเหตุที่แน่ชัดต่อไป

ไพบูลย์ ชี้ พระธัมมชโย

“ไพบูลย์” ชี้ พระธัมมชโย สิ้นอำนาจหลังวัดธรรมกายยอมให้ค้นวัด

“ไพบูลย์” ชี้พระธัมมชโย สิ้นอำนาจหลังวัดธรรมกายยอมให้ค้นวัด ปลุกกระแสสังคม เรียกร้องรัฐ “ปฏิรูปคณะสงฆ์

12 มี.ค.60-นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตราการปกป้องพิทักษ์กิจการพระศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)ให้สัมภาษณ์ที่วัดพระธรรมกายได้ยอมให้เจ้าหน้าที่ดีเอสไอเข้าตรวจค้นวัดพื่อจับกุม พระธัมมชโยอดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ว่า นับว่าเป็นการยอมแพ้ของแกนนำการชุมนุมของวัดพระธรรมกายอย่างสิ้นเชิง ที่ไม่กล้าต่อต้านอำนาจรัฐอีกต่อไป แม้ผลการตรวจค้นจะไม่พบตัวของพระธัมมชโยก็ตาม แต่วัดพระธรรมกายก็สิ้นสภาพการเป็นเขตรัฐอิสระที่แกนนำมีแผนจะล่อลวงให้รัฐติดหล่มทั้งหวังให้เกิดการกระทบกระทั่งกับมวลชนในวัด หรือถ่วงเวลาให้ยืดเยื้อเพื่อทำลายเครดิตของคสช จะได้ต่อรองหวังประโยชน์ให้รัฐยุติการดำเนินคดีคดีต่าง ๆ

นายไพบูลย์ กล่าวว่า ตนเชื่อว่าสาเหตุที่แกนนำการชุมนุมวัดพระธรรมกายที่ต้องยอมแพ้นั้น มีผลจากประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีเรื่องการถอดถอนสมณศักดิ์ ของพระธัมมชโยและพระทัตตชีโว ซึ่งติดตามด้วยมาตรการใช้กฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 21ดำเนินการให้พระทั้งสองรูปจะต้องสละสมณเพศต่อไป เป็นเรื่องที่แกนนำที่เหลืออยู่และพระชั้นปกครองระดับสูงที่แอบคอยให้การช่วยเหลือแกนนำ เกรงกลัวที่สุดว่ามาตรการดังกล่าวจะมาถึงตนเองในลำดับต่อๆไป เพราะแม้แกนนำก่อนหน้านี้จะโดนข้อกล่าวหาความผิดคดีอาญาหลายคดี แต่ก็ยังไม่หวั่นไหวเกรงกลัวถึงขนาดถอดใจยอมแพ้อย่างนี้แต่เมื่อเห็นพระธัมมชโยและพระทัตตชีโว ผู้นำสุงสุดพบกับชะตากรรมที่ถึงกับจุดจบในชีวิตของการเป็นสมณเพศอย่างที่ปรากฎนั้น จึงทำให้แกนนำวัดธรรมกายที่ยังเหลืออยู่ เกิดความเกรงกลัวว่าตนเองอาจจะต้องพบจุดจบเช่นเดียวกัน จึงยกธงขาวยอมแพ้ให้เจ้าหน้าที่ตรวจค้นแต่โดยดีดังนั้นบทสุดท้ายที่เป็นบทอวสานจบสิ้นทุกอย่างของพระธัมมชโยจึงมาถึงและสิ้นโอกาสที่จะกลับมามีอำนาจเหนือวัดธรรมกายอีกต่อไป

นายไพบูลย์ กล่าวว่า เป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดอย่างมากที่สุด ที่ไม่ยอมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในเดือน พฤษภาคม 2559 เพราะถ้าหากวันนั้นเข้ามอบตัว วันนี้เชื่อได้ว่าพระธัมมชโยจะยังทรงอิทธิพลเหนือวัดพระธรรมกายและคณะปกครองสงฆ์อย่างแน่นอนฝ่ายต่อต้านพระธัมมชโยก็จะยังคงเหนื่อยใจไปอีกนาน และอาจจะไม่มีวันเห็นบทจบอวสานดังเช่นวันนี้ อย่างไรก็ตามตนเห็นว่า ตั้งแต่นี้ต่อไปประชาชนทั้งประเทศที่ห่วงใยในพระพุทธศาสนา จะต้องออกมาเรียกร้องให้ภาครัฐต้องมีการแก้ไขปัญหาพระภิกษุจำนวนมากที่ประพฤติล่วงพระธรรมวินัยเป็นอาจิณ จนทำให้วัดหลายแห่งมีปัญหาเต็มไปด้วยการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ ทั้งเรื่องเงินทองทรัพย์สินวัด โดยพระภิกษุเหล่านั้น ดังนั้นคงต้องถึงเวลาที่จะมีการ “ปฎิรูปคณะสงฆ์ ”ขนานใหญ่แล้ว

รวบคาสนามบิน

รวบคาสนามบิน! สืบบางรัก-ตม.ระยองตามรวบพ่อค้าจีนคาสนามบินอู่ตะเภา หลังตระเวนลักทรัพย์ตามโรงแรม

เมื่อวันที่ 12 มีนาคม พ.ต.อ.นคร ทองพานิช ผกก.สน.บางรัก พร้อมด้วย พ.ต.ต.สาธิต สอนชา สว.สส.สน.บางรัก พ.ต.ต.พิระวัตร์ วงศ์ศิริเมธากุล สว.สส.สน.บางรัก ร่วมกันนำกำลังตำรวจฝ่ายสืบสวน สน.บางรัก และเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวน ตม.จว.ระยอง จับกุมตัว Mr.Ganggiang Guangdong อายุ 60 ปี สัญชาติจีน ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลแขวงพระนครใต้ ที่ 303 / 2559 ในข้อหา “ ลักทรัพย์ ” โดยสามารถจับกุมได้ที่ ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา (ระยอง-พัทยา) ตำบลพลา อำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง เมื่อวันที่ 11 มี.ค.ที่ผ่านมา

สืบเนื่องจากมีเมื่อวันที่ 16 ก.ค. 59 เวลาประมาณ 08.00 น. ทางพนักงานฝ่ายรักษาความปลอดภัย ของโรงแรมหรูย่านบางรัก ได้พา Miss.Sua Won Suk สัญชาติเกาหลี อายุ 39 ปี ผู้เสียหาย มาแจ้งความร้องทุกข์กับตำรวจ สน.บางรัก ว่า มีคนร้ายได้ขโมยกระเป๋าสะพายของผู้เสียหายไป โดยภายในมีทรัพย์สินเป็น พาสปอร์ต จำนวน 2 เล่ม โทรมือถือ ยี่ห้อซัมซุง รุ่นnote4 1 เครื่อง เงินสด สกุลดอลลาร์สหรัฐ จำนวน 250 ดอลลาร์ฯ และ เงินสดสกุลวอน (เกาหลี) จำนวน 350,000 วอน ซึ่งผู้เสียหายวางอยู่ที่โต๊ะรับประทานอาหาร ชั้น 1 ของโรงแรม ได้หายไป จากนั้นทางตำรวจ ฝ่ายสืบสวน สน.บางรักได้ตรวจสอบกล้องวงจรปิดบริเวณที่เกิดเหตุ พบคนร้ายตำหนิรูปพรรณคนร้ายคล้ายชาวจีน ได้ก่อเหตุลักทรัพย์สินของผู้เสียหายที่วางไว้บริเวณโต๊ะรับประทานอาหาร ชั้น 1 ของโรงแรมไป

ต่อมาพนักงานสอบสวน สน.บางรัก ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลแขวงพระนครใต้อนุมัติออกหมายจับ อีกทั้งยังได้รับการประสานจากหลาย โรงแรมในพื้นที่ กรุงเทพฯ พบว่าผู้ต้องหารายนี้ได้เข้าไปก่อเหตุลักทรัพย์สินของลูกค้าของโรงแรม อีกหลายแห่ง ถึงขั้นมีการแจ้งข่าวอาชญากรรม ของสมาคมผู้รักษาความปลอดภัยโรงแรม และเเจ้งข่าวสมาคมโรงแรม สมาคมธุรกิจท่องเที่ยว ฯ กระทั่งเมื่อวันที่ 11 มี.ค. ได้รับการประสานจาก ตำรวจ ตม.จว.ระยองว่าพบ ผู้ต้องหารายนี้ ขณะเดินทางเข้ามาใช้บริการเพื่อเช็คอินเดินทางขาออก จึงรีบเดินทางไปจับกุมผู้ต้องหานี้ได้ ก่อนควบคุมตัวสอบสวนที่ สน.บางรัก

สอบสวนผู้ต้องหา ให้การยอมรับสารภาพว่า มีอาชีพค้าขายอาหารชนิดปิ้งย่างที่ประเทศจีน มีภรรยาเป็นชาวไทยจึงเดินทางมาเยี่ยมเยือนบ่อยครั้ง จากนั้นได้เดินทางไปตามโรงแรมหรู เมื่อพบเห็นบรรดานักท่องเที่ยวชาวต่างชาติวางทรัพย์สินของมีค่า หรือกระเป๋าไว้ที่โต๊ะอาหารโดยไม่ทันระวังตัว พอสบโอกาสก็จะลงมือขโมยทันที จากนั้นจะนำทรัพย์สินที่ได้กลับไปขายยังบ้านเกิดที่ประเทศจีน เพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ซึ่งทำลักษณะนี้มาแล้วกว่า 5 ครั้ง สาเหตุที่ทำเพราะได้เงินมาอย่างง่ายดาย อีกทั้งผู้เสียหายน้อยคนจะแจ้งความกับตำรวจ เพราะเป็นคนต่างชาติ ไม่อยากยุ่งยากเสียเวลา

อย่างไรก็ตามทางตำรวจยังไม่ปักใจเชื่อต่อคำให้การ ต้องทำการสอบสวนขยายผลอีกครั้ง เนื่องจากเชื่อว่าคนร้ายรายนี้ก่อเหตุมาแล้วหลายครั้ง มากกว่าที่สารภาพ ทั้งนี้หากมีผู้เสียหายรายใดถูกคนร้ายรายนี้ก่อเหตุลักษณะดังกล่าว สามารถเดินทางตรวจสอบได้ที่ สน.บางรัก เบื้องต้นทางตำรวจแจ้งข้อหาลักทรัพย์ ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป