ข่าวต่างประเทศ

ทายาทกษัตริย์องค์สุดท้ายพม่าซัดละครเพลิงพระนางระบุไทยสองมาตรฐาน

รองประธานาธิบดีมี้น ส่วย และพล.อ.อาวุโส มิน ออง หล่าย ถ่ายภาพร่วมกับบรรดาทายาทอดีตกษัตริย์ ในพิธีทางศาสนาที่จัดขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 100 ปี การเสด็จสวรรคตของพระเจ้าธีบอ กษัตริย์องค์สุดท้ายของพม่า ในอินเดีย เมื่อวันที่ 16 ธ.ค. 2559. — Agence France-Presse/Office of Myanmar Commander-in-chief/Stringer.

เอเอฟพี – ครอบครัวของกษัตริย์องค์สุดท้ายของพม่ากล่าวตำหนิละครไทยที่ได้แรงบันดาลใจจากประวัติศาสตร์พม่าในช่วงสุดท้ายของราชวงศ์ โดยกล่าวหาว่า ไทยสองมาตรฐานในการปฏิบัติต่อราชวงศ์ของประเทศอื่น

โซ วิน เหลนชายของพระเจ้าธีบอ กษัตริย์องค์สุดท้ายของพม่า กล่าวกับเอเอฟพีว่า ครอบครัวของเขารู้สึกไม่พอใจอย่างมากต่อละครเรื่อง “เพลิงพระนาง” ที่กำลังฉายอยู่ในไทย ซึ่งเกี่ยวข้องกับการต่อสู้แย่งชิงอำนาจในราชวงศ์

แม้ละครเรื่องนี้จะระบุว่าเป็นเรื่องของเมืองสมมติ แต่เนื้อหาเกือบทั้งหมดล้อกับประวัติศาสตร์ในช่วงปีสุดท้ายของราชวงศ์คองบอง ในศตวรรษที่ 19 ของพม่า และแม้เหตุการณ์การสังหารหมู่เป็นข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ แต่ทายาทของพระเจ้าธีบอรู้สึกไม่พอใจกับการถ่ายทอดภาพราชวงศ์ของพวกเขาโดยประเทศที่ปกป้องราชวงศ์ของตนจากการวิพากษ์วิจารณ์ใดๆ

“เราขอถามคนไทยเกี่ยวกับเรื่องนี้ ว่าพวกเขาจะยอมรับได้หรือไม่ หากหนึ่งในบริษัทของเราที่นี่ ทำแบบเดียวกันเกี่ยวกับประเทศของพวกเขา” โซ วิน กล่าว

“หากไม่มีการดำเนินการใดๆ เกิดขึ้น เราจะขอความช่วยเหลือจากราชวงศ์ของไทย” โซ วิน กล่าวเสริม

ไทยและพม่าสู้รบทำสงครามกันมายาวนานหลายศตวรรษ โดยหนึ่งในการสู้รบครั้งสำคัญที่สุดคือเมื่อกองทัพพม่าเข้าตีกรุงศรีอยุธยาจนเสียกรุงในปี 2310 และในละครอิงประวัติศาสตร์ของไทยมักถ่ายทอดภาพของพม่าเป็นผู้ร้าย ผู้รุกราน หรือผู้ทรยศ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เคยเป็นเหตุให้เพื่อนบ้านทางตะวันตกของไทยไม่พอใจ

โซ วิน กล่าวว่า เขารู้สึกไม่พอใจอย่างมากโดยเฉพาะฉากที่สมาชิกราชวงศ์ตบตีกันในละครเรื่องเพลิงพระนาง

“มันค่อนข้างเป็นการดูหมิ่น ราวกับว่าเราเป็นพวกป่าเถื่อน” โซ วิน กล่าว

สำหรับชาวพม่าจำนวนมากนั้น การล่มสลายของระบอบกษัตริย์ เสียเมืองให้อังกฤษไม่กี่ปีหลังพระเจ้าธีบอขึ้นครองบัลลังก์เป็นบาดแผลทางใจที่ฝังลึก

แม้พระเจ้าธีบอจะประทับและสวรรคตในอินเดีย แต่มีแผนที่จะนำพระบรมศพกลับสู่พม่า และบรรดาเชื้อพระวงศ์ที่เหลืออยู่เริ่มมีบทบาทชัดเจนมากขึ้นในเวลานี้ หลังจากรัฐบาลทหารที่ปราบปรามพวกเขามานานได้เปลี่ยนมาเป็นรัฐบาลที่นำโดยพลเรือน.